แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รองพื้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รองพื้น แสดงบทความทั้งหมด

7.29.2560

Review : คุ้มรึเปล่ากับคุชชั่นราคาแพงๆ : Dior Forever Perfect Cushion // Sulwhasoo Perfecting Cushion Brightening

สวัสดีค่า ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Merlinnee ซึ่งเจ้าของบล็อกเป็นคนคลั่งคสอ.มาร่วมสิบปี จนปัจจุบันเวลาจะซื้ออะไรรวบรวมสติดีขึ้น(กล้าพูดนะ 555) ถ้าใครกำลังกำเงินเพื่อไปซื้อคุชชั่น อยากให้อ่านตรงนี้ก่อนค่ะ เพื่อตั้งสติ เผื่อจะได้เซฟเงินของเพื่อนๆ
  • คุชชั่นถ้าเราทาทุกวัน สองเดือนก็หมดแล้ว ถ้ามีรีฟิลแถมมาด้วยก็เพิ่มอายุการใช้งานได้อีกนิดแต่ในพวกไฮเอนด์แบรนด์สายฝอทั้งหลายเค้าจะไม่แถมรีฟิลมาด้วย นั่นหมายความว่าเงิน 2 พันกว่าบาท ถ้าเอาไปซื้อรองพื้นในราคาเท่าๆกันกับคุชชั่น รองพื้นใช้ได้นานเกือบปี แต่ถ้าซื้อคุชชั่นใช้แป๊บเดียวก็หมด ที่สำคัญคุชชั่น Hi End ทั้งจาก ยุโรป,อเมริกา ล้วนผลิตที่เกาหลีเกือบหมด  ในขณะที่รองพื้นก็ผลิตที่ประเทศของแบรนด์ ไม่ว่าจะฝรั่งเศส,อิตาลี,อเมริกา, ฯลฯ ดังนั้นความคุ้มราคาของคุชชั่น ถ้าเทียบกับรองพื้นถือว่าไม่ผ่าน
  • ถึงเราดูซีรีส์เกาหลีแล้วจะเคลิ้มไปกับความฉ่ำวาวของทั้งพระเอก นางเอกแค่ไหน แต่ได้โปรดอย่าลืมว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อน(มาก) คุชชั่นโดยมากเค้าจะผสมน้ำมันที่ทำให้หน้าวาว ซึ่งใครผิวมันมากควรลองดีๆก่อนเสียทรัพย์ ไม่งั้นเมคอัพอาจพังมากกว่าปัง
  • ถ้าเป็นสิวง่าย ควรหลีกเลี่ยงคุชชั่น เพราะพัฟซักยาก ยิ่งบ้านเราร้อนจนเหงื่อไหล มีฝุ่นและควันอีก คงจะทำให้เกิดสิว ถ้าจะควักมาตบๆเติมๆระหว่างวัน
  • ใครที่ผิวมันขั้นเทพ คุชชั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ถ้าเพื่อนๆลองพลิกฟองน้ำคุชชั่นดู จะรู้ว่าเนื้อคุชชั่นมีความหนืด และผสมน้ำมัน ดูข้นน้ำมันบอกไม่ถูก ถ้าหน้ามันควรซื้อรองพื้น คุชชั่นไม่เวิร์คเท่าไร

พูดกันขนาดนี้ใจเย็นๆค่ะ อย่าเพิ่งปิดหนี คุชชั่นที่เราจะนำมารีวิวต้องมีดีพอสมควร เราถึงเสียเงินซื้อ และหยิบมารีวิว โดยการรีวิวจะยึดการใช้แป้งฝุ่นเซ็ทคุชชั่น อากาศเมืองไทยคงไม่รอดถ้าทาคุชชั่นเพียวๆ


สีผิวเรา : NC 20-25 สภาพผิว : ผิวผสม ทีโซนมัน ข้างแก้มแห้ง

ขอเริ่มจากสายเกาหลีที่เป็นต้นกำเนิดคุชชั่น เราเคยใช้ Sulwhasoo รุ่น Perfecting  ที่ออกมาเป็นตัวแรกของเค้า รู้สึกมันปกปิดมาก ดูหนาไปสำหรับเรา เกริ่นมายาวเหยียด เริ่มรีวิวกันดีกว่า ตัวนี้ซื้อเพราะเค้าเคลมว่าบางเบาและคุมมันกว่ารุ่นเก่า


"Sulwhasoo Perfecting Cushion Brightening"

ราคา 2,100 บาท (Made in Korea)



  • ได้รีฟิลคุชชั่นและพัฟมาด้วยอีกชุดตามสไตล์แบรนด์เกาหลี 
  • สีคุชชั่น เราใช้เบอร์ 23 ออกโทนเหลือง เลือกคุชชั่นเกาหลี ต้องระวังหน้าเทามากกว่าหมองค่ะ เพราะทำกันขาวมากๆ เอาจริงๆสีนี้สว่างกว่าผิวเรานิดนึงนึง แต่เบอร์ 25 ก็คล้ำไป

รูปตอนเพิ่งซื้อ ปัจจุบันเลอะเทอะมาก

เนื้อสัมผัส, พัฟ, กลิ่น

เนื้อเบา ทาแล้วสม่ำเสมอดี พอเสร็จเอามือกดๆหน้า เหมือนมีความหนึบบนผิวนิดๆ แต่กลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรบนหน้า ไม่หนักหน้า สบายผิวมากๆ เซ็ทด้วยแป้งฝุ่นแล้วไม่เป็นคราบ กลิ่นของคุชชั่นไม่ใช่โสมแบบรุ่นเก่า แต่เป็นกลิ่นเลมอน ซึ่งตอนแรกๆเกลียดกลิ่นมาก แล้วกลิ่นมันติดบนหน้านาน ได้กลิ่นหลายชั่วโมง หลังๆชิน พัฟนุ่มและยืดหยุ่นมีความไฮเอนด์ เอาไปซักแล้วไม่ยุ่ยไม่เละ 


การปกปิดและผลลัพธ์บนผิว

ปกปิดระดับปานกลาง เมื่อทาตอนแรกคุชขั่นหลอมละลายไปกับผิว ไม่หนาหลอก ไม่โดดออกจากหน้า ดูธรรมชาติให้ลุคกึ่งแมตกึ่งซาติน ผิวมีความแมตแต่คุชชั่นมีการกระจายแสงดีมาก ให้ความดิวอี้ปานกลาง ไม่ถึงขั้นหน้าเปียก มีการกลบและพรางรูขุมดีขนๆมาก ทาแล้วรูขุมขนดูเล็กลงชัดเจน เบลอร่องรอยอารยธรรมต่างๆได้ดี ไม่ตกร่องใดๆทั้งรูรุมขนและริ้วรอย คุชชั่นตัวนี้ทำให้ผิวดูผ่องเด้งกว่าคุชชั่นที่เคยใช้ Brightening สมชื่อ เป็นคุชชั่นที่ทาแล้วได้ผลลัพธ์ผิวสวยจริงๆ

ระหว่างวันผิวดูดิวอี้ขึ้น แต่ไม่ได้มันเยิ้ม ซับมันดูพบว่ามีน้ำมันแค่ช่วงทีโซนออกมาแบบปกติ ส่วนข้างแก้มก็ปกติไม่มันขึ้น คุชชั่นไม่ได้ทำให้หน้ามัน ใช้แล้วหน้ามันช้าลงด้วยซ้ำ ความดิวอี้ที่เห็นไม่ได้เกิดจากน้ำมันของคุชชั่นหรือความมันของผิว แต่เกิดจากเอฟเฟกต์การกระจายแสงของคุชชั่น 


คะแนน 
  • เนื้อเกลี่ยง่าย สบายผิว : 4/5
  • ปกปิด : 3.5/5
  • ความธรรมชาติ : 4/5
  • ฟินิชลุคบนผิว : 4.5/5
  • ติดทน : 4/5
  • ควบคุมความมัน : 3/5
  • ความพอใจ ความชอบส่วนตัว : 5/5

ซื้อต่อรึเปล่า? : ถ้าไม่มีรองพื้นในกรุงอกมากเกินไป อาจจะซื้อค่ะ




"DIORSKIN FOREVER PERFECT CUSHION"
ราคา 2,100  บาท   (Made in Korea)





  • เซ็งที่ไม่ได้รีฟิลและพัฟแถมอีกชุด เหมือนคุชชั่นเกาหลี 
  • ไม่มีซองผ้าแบบเวลาซื้อพวกแป้ง,บลัช, Eyeshadow ของ Dior
  • เราใช้เบอร์ 021(Linen) ออกโทนเหลือง พอดีผิวมากๆ กลืนกับสีผิวธรรมชาติผิวมากกว่า Sulwhasoo 

รูปตอนเพิ่งซื้อ ปัจจุบันเลอะเทอะมากไม่ต่างกับ Sulwhasoo

เนื้อสัมผัส, พัฟ, กลิ่น

เนื้อคุชชั่นบางเบา เบลนด์ง่าย สม่ำเสมอดี เซ็ทตัวเร็วว่าคุชชั่นทั่วไป  กลิ่นน้ำหอมฟลอรัลแบบสไตล์ดิออร์แรงมาก ทาบนผิวแล้วเอามือแตะหน้ามีความหนึบเล็กๆ แต่น้อยกว่า Sulwhasoo  ไม่รู้สึกเลยว่ามีอะไรบนหน้า สบายผิวสุดๆ ที่เราไม่ปลื้มเลยคือพัฟแข็งมาก ไม่มีความยืดหยุ่น ถ้าเทียบกับ Sulwhasoo แถมพอเอาไปซักครั้งแรก ก็เละและยุ่ย ทั้งๆที่ซักเบามือ ไม่ได้ขยี้เลย บีบเบาๆไล่น้ำออกเท่านั้น ทำเอาไม่กล้าซักเท่าไร


การปกปิดและผลลัพธ์บนผิว

ปกปิดระดับน้อย บิวท์ก็ไม่ถึงปานกลาง  เมื่อแรกทาให้เอฟเฟกต์แมตบนผิว แต่มีการกระจายแสงดี ทำให้หน้าดูไม่แบน เนื้อคุชชั่นบางเบามาก บางเบากว่า Sulwhasoo อีก แต่มันน่าทึ่งที่ระดับการปกปิดที่น้อยขนาดนี้ กลับสามารถทำให้ผิวดูเรียบเนียน และเบลอรูขุมขน และอารยธรรมบนใบหน้า คุชชั่นธรรมชาติมากจริงๆ แต่ก็ทำให้ผิวสวยแบบหลอมรวมกลืนไปกับผิว ในส่วนของความผ่องเด้ง Sulwhasoo ชนะ ถ้าความธรรมชาติ Dior ชนะ เรียกได้ว่าเป็นคุชชั่นงานผิวจริงๆ

ระหว่างวันผิวดูโกลวมากขึ้น โกลวแบบกำลังดี ไม่มากหรือน้อยไป ตรงข้างแก้มที่ผิวแห้งยังแมตอยู่ แต่ตรงทีโซนที่มันจะมีความเหนียวๆหนึบๆ แต่ใช้ซับมันน้อยกว่าปกติ พอซับมันแล้วก็กลับมาเฟรชเหมือนเดิม โดยรวมคือซับมันแล้วกลับมาดูแมตเหมือนเดิม


คะแนน 
  • เนื้อเกลี่ยง่าย สบายผิว : 5/5
  • ปกปิด : 2/5
  • ความธรรมชาติ : 5/5
  • ฟินิชลุคบนผิว : 4/5
  • ติดทน : 4/5
  • ควบคุมความมัน : 3.5/5
  • ความพอใจ ความชอบส่วนตัว : 4/5
ซื้อต่อรึเปล่า? : ไม่ซื้อ เพราะไม่คุ้มราคาเท่าไร แต่อาจไปซื้อรองพื้น Dior ที่เป็นไลน์ Forever เหมือนกันไว้แล้ว ไว้จะมารีวิวให้อ่านกันนะคะ


สรุป 

ถ้าเพื่อนๆชอบแบบธรรมชาติมากๆ บางเบา,สบายผิว,แต่ก็ยังพรางรูขุมขน,เบลอร่องรอยต่างๆบนใบหน้า ผิวสวยแบบจับไม่ได้ว่าโบ๊ะ และต้องการความติดทนก็เลือก Dior แต่ถ้าชอบปกปิดขึ้นมาหน่อย,ชอบผิวผ่องเด้ง,กระจายแสงดีมาก ปรับผิวให้สวยขึ้นอีกหลายสเต็ป ให้เลือก Sulwhasoo




"ทั้งนี้ทั้งนั้นการรีวิวนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราคนเดียว 
ซึ่งผลลัพธ์หรือความชอบในการใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม  
ย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพผิว และปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆ"

3.05.2560

Review :: รองพื้นฉ่ำวาวที่รอดกับอากาศเมืองไทย BURBERRY Bright Glow Foundation

ความจริง BURBERRY เค้ามีรองพื้นอีก 2 รุ่น คือ Fresh Glow   ซึ่งจะดิวอี้  ฉ่ำวาวสุดๆ เนื้อบางเบา เราว่าน่าจะเหมาะกับผิวแห้ง ส่วนอีกรุ่นคือ Cashmere Soft Matte ที่เป็นรองพื้นเนื้อแมต เหมาะกับคนผิวมัน เน้นปกปิด แต่สุดท้ายที่เราเลือกซื้อคือรุ่นนี้ BURBERRY Bright Glow Foundation เพราะส่วนตัวคิดว่ามันอยู่กึ่งกลางระหว่าง Fresh glow กับ Cashmere ไม่แมตหรือดิวอี้เกินไป แถมทางแบรนด์เคลมว่ามีส่วนผสมของสกินแคร์ เป็นรองพื้นที่เหมือนบำรุงผิวได้ในตัว



ราคา 2,100 บาท ปริมาณ 30 ml
Made in France

สภาพผิวเรา   ทีโซนมัน ข้างแก้มแห้ง

  • แพ็คเกจดีมากๆ หรูหรา เป็นเอกลักษณ์ทางแบรนด์ ถ้าใครเคยใช้เบสหรือรองพื้นอยู่แล้วคงคุ้นดี คือมีฝาปั๊มที่หมุนล็อคได้ และมีฝาอีกอันปิดครอบ รองพื้นเป็นขวดแก้ว หนักเอาเรื่องเหมือนกันค่ะ ไม่เหมาะกับการพกพาไปไหน
  • เราใช้เบอร์ 20 Ochre ซึ่งออก โทน Natural สีเนื้อ (ไม่ชมพูหรือเหลืองไป) สำหรับ NC 20 รองพื้นจะออกแทนๆกว่าผิวแค่นิดเดียว พอทาแป้งจะพอดีเลย แบบที่เราชอบ ถ้าใครชอบผ่องๆหรือกลัวดร็อปก็เลือกโทนสว่างกว่านี้ นั่นคือเบอร์ 12 ส่วนเบอร์ 26 จะออกเหลืองสุด เข้มกว่า 20 หน่อยค่ะ ต้องเลือกสีดีๆ เพราะเราว่าเค้าทำโทนสีโดดไปมามาก รองพื้นมี SPF 30  
  • เนื้อออกลิขวิดเหลวๆหน่อย เกลี่ยง่ายมากๆ ปกปิด Light-Medium Coverage


ผลลัพธ์บนผิว

เมื่อรองพื้นเซ็ทตัว ตอนแรกเนื้อรองพื้นจะออกแมตๆหน่อยนึง แต่ไม่ทำให้ผิวแห้งเลย ชอบเอฟเฟกต์ที่รองพื้นให้มาก ผิวดูไม่แบน รองพื้นกระจายแสงดี ทำให้ผิวดูมีมิติ กระจ่างใสและโกลวสมชื่อ ได้งานผิวธรรมชาติมากๆ ผิวดูดีแบบ juicy Skin ที่มีความฉ่ำและอิ่มนวล ด้วยเนื้อที่มีความแมต ทำให้ระหว่างวันไม่มันเยิ้ม ไม่เป็นคราบ ไม่ตกร่องรูขุมขน ติดทนทั้งวันเลย เหมาะกับ Everyday look และรอดกับสภาพอากาศในเมืองไทย คิดว่าต้องถูกใจคนผิวมันหรือผิวผสม ส่วนตัวเวลาเราใช้รองพื้นตัวนี้จะใช้แป้งเซ็ทแค่ทีโซนเท่านั้น ช่วงอากาศหนาว ไม่ต้องใช้แป้งเซ็ททั้งหน้ายังได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เบสหรือไพรม์เมอร์เลยนะสำหรับเรา แต่จะใช้เบสของเค้าผสมด้วยก็ได้ ถ้าอยากให้ความโกลว ฉ่ำเพิ่มขึ้น 


ข้อเสีย คือ รองพื้นมีการดรอป (Oxidized) เล็กน้อย แต่ไม่มากถึงขึ้นหมอง เวลาซื้อควรเลือกซื้อให้สว่างกว่าผิวซักสเต็ปนึงค่ะ และรองพื้นสีมีให้เลือกน้อย และโดดไปมา ต้องเลือกดีๆ เพราะรองพื้นฝรั่งจะมีโทนชมพู โทนพีช โทนเหลือง

คะแนน 
  • เนื้อเกลี่ยง่าย สบายผิว : 5/5
  • ความธรรมชาติ : 5/5
  • ปกปิด : 3/5
  • ฟินิชลุคบนผิว : 5/5
  • ติดทน : 4.5/5
  • การควบคุมความมัน : 4/5
  • ความพอใจ ความชอบส่วนตัว : 4.5/5

แนะนำมากๆ สำหรับคนที่ชอบผิวโกลว ฉ่ำ รองพื้นบางเบา มีความธรรมชาติ ต้องการความโกลว แต่ไม่มันเยิ้ม อยู่ทนทั้งวัน แนะนำเลยค่ะ ไบรท์และโกลวสมชื่อเลย ที่สำคัญสบายผิวมาก ไม่รู้สึกว่ามีรองพื้นพื้นบนผิวด้วยซ้ำ



"ทั้งนี้ทั้งนั้นการรีวิวนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราคนเดียว 
ซึ่งผลลัพธ์หรือความชอบในการใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม  
ย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพผิว และปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆ "


1.25.2560

Review : รีวิวรองพื้นสุดฮิต ดีจริงรึเปล่า? DIOR DIORSKIN STAR FOUNDATION




 DIORSKIN STAR

STUDIO MAKEUP - SPECTACULAR BRIGHTENING 

WEIGHTLESS PERFECTION - LONG WEAR - BROAD SPECTRUM SPF 30


ปริมาณ 30 ml, ราคา 2,400 บาท


ก่อนอื่นเราขอพูดแบบจริงจังเรื่องราคาเป็นสิ่งแรก เพราะส่วนตัวไม่สนับสนุนการถือโอกาสขึ้นราคาทีละมากๆของทุกแบรนด์ และการตั้งราคาแพงแบบเกินไปมากๆ ราคารองพื้น Dior ถือว่าโหดมาก มาSephora อเมริกา ราคา $50.00 (ประมาณ 1,700-1,800 บาท) ญี่ปุ่นประเทศที่ค่าครองชีพแพงกว่าบ้านเราแบบโหดมาก ราคา 6,480 เยน (ประมาณ 1,900-2,100 บาท ) ราคาไม่หนีอเมริกาและขายถูกกว่าบ้านเราอีก ราคาเคาน์เตอร์ไทย 2,400 บาท เมื่อปีก่อนๆราคา 2,000 บาท มีการปรับราคาขึ้นเยอะมาก รองพื้นหลายแบรนด์ราคาที่ประเทศเค้าพอๆกับ Dior หรือแพงกว่ากลับตั้งราคาได้ถูกกว่า Dior ซึ่งบางแบรนด์ราคาตั้งราคาดีมาก คือไม่ใช่ถูกนะคะ แต่ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่รับได้ ทำให้อยากพุ่งตัวไปซื้อเคาน์เตอร์เลยจริงๆ ซึ่งเพื่อนๆอาจสามารถหารองพื้นที่ราคาไม่แพงเท่า Dior แล้วให้ลุคประมาณนี้ได้ แถมอาจชอบกว่ารองพื้น Dior ก็ได้ค่ะ




สภาพผิวเรา : ผิวผสม ทีโซนมัน ข้างแก้มแห้ง




ขวดแก้วหรูหรา น้ำหนักปานกลาง แต่ด้วยความที่เป็นขวดแก้วอาจไม่เหมาะจะพกพา ข้างในเป็นฝาปั๊ม




เนื้อสัมผัส

ปั๊มออกมาเนื้อรองพื้นเป็นแบบครีมที่มีความจับตัวกันเป็นก้อนแน่นๆ ที่มีความข้นหนืดของเนื้อรองพื้น ไม่ได้เป็นเนื้อเหลวๆ ต้องใช้ความว่องไวในการทาเพราะรองพื้นเซ็ทตัวเร็วมาก ไม่เหมาะกับการใช้แปรง หรือใช้มือปาดๆ เพราะจะดูหนาไป เนื้อมีความข้นทาแล้วลากไม่ไป ผลออกมาจะไม่สม่ำเสมอ ถ้าใช้มือต้อง กดๆ ตบๆ สรุปคือเหมาะกับการใช้ฟองน้ำที่สุดค่ะ  เนื้อรองพื้นลักษณะนี้ ต้องเตรียมผิวดีๆค่ะ ถ้าใครบำรุงผิวไม่ดี หรือผิวขาดน้ำ ตอนลงรองพื้น อาจไม่สมูท แต่งหน้าไม่ติดค่ะ  




ผลลัพธ์บนผิว
เมื่อแรกทา

พอเจอเนื้อสัมผัสตอนแรกก็แอบเฟล กลัวจะเป็นรองพื้นที่หนาๆหนักๆ เพราะปกติเราจะชอบแบบลิขวิด ที่เกลี่ยง่าย ซึ่งตอนแรก ถ้าใช้มือกับแปรงจะดูหนาๆ เหมือนรองพื้นกองกันบนผิว ใช้กับฟองน้ำดีที่สุดจริงๆ พอใช้ฟองน้ำลงรองพื้นจะถูกเบลนด์จนกลืนไปกับผิว  เนื้อรองพื้นเซ็ทตัวแบบ Demi-Matt  รองพื้นให้การปกปิดระดับปานกลาง พรางรูขุมขนได้ดี หน้าดูเนียนละเอียด รองพื้นกระจายแสงดี มีเอฟเฟกต์ความโกลวแบบพอดีๆ ทำให้ผิวดูมีมิติ เมื่อรองพื้นเซ็ทตัวจะรู้สึกเนียนกว่าเดิม ยิ่งใช้แป้งฝุ่น มาเซ็ทจะยิ่งดูเนียน ทาแล้วมีความกริบเนี๊ยบแบบดูรู้ว่าทารองพื้น แต่ไม่หนาจนถึงขั้นเคกกี้ ไม่มีการตกร่องรูขุมขน ไม่มีการไปเน้นหรือตกร่องริ้วรอยต่างๆ ตรงนี้ถือว่าดีมาก

ระหว่างวัน

รู้สึกชอบผิวตอนนี้มากกว่าตอนทาใหม่ๆเพราะเมื่อมีน้ำมันจากผิวมาผสมรวมกับรองพื้น รองพื้นเหมือนหลอมละลายกลืนไปกับผิวมากขึ้น เนื้อรองพื้นจาก Demi-Matte กลายเป็นแบบเนื้อ Satin ให้ลุคธรรม-ชาติมากขึ้น ผิวดูสวยกว่าตอนทาใหม่ๆอีกค่ะ มีการเพิ่มขึ้นของเอฟเฟกต์ผิวโกลว แต่ไม่ได้ทำให้ผิวดูมันหน้าเปียกแบบสาวเกาหลี รู้สึกชอบผิวตัวเองระหว่างวัน มากกว่าตอนทาแรกๆ รองพื้นตัวนี้ไม่คุมมัน ทีโซนเรามันขึ้นปกติ ต้องซับมันพอสมควร แต่รองพื้นไม่ได้ดูเละเทะบนหน้า ส่วนข้างแก้มที่ผิวแห้งมีความเฟรชตอนเหมือนทาใหม่ๆและระหว่างวันไม่มีการตกร่องรูขุมขนหรือ Fine line ถือเป็นรองพื้นที่ทำให้ผิวสวยตั้งแต่เริ่มแต่งหน้าไปจนล้างออก แต่ก็มีการไหลหลุดของรองพื้น



เรื่องความติดทน, การดรอป, และการเกิดคราบล่ะ?

ความติดทนที่ว่านี้ วัดจากผิวเราซึ่งเป็นผิวผสม และไม่ได้ใช้ไพรเมอร์นะคะ ถ้าทำงานห้องแอร์ คิดว่าติดทนประมาณ 8-9 ชั่วโมง แต่ถ้ามีการออกไปข้างนอก แดดร้อน อากาศร้อนๆ เหงื่อออก ติดทนประมาณ 6 -7 ชั่วโมง แล้วจะมีรองพื้นหลุดตรงบริเวณทีโซน ที่เป็นจุดที่ผิวมันของเรา โดยเฉพาะจมูกที่หลุดออกไปเกือบหมด ถ้ามีไพรเมอร์ก็น่าจะทำให้รองพื้นติดทนนานกว่านี้ ข้อดีของรองพื้นคือไม่เป็นคราบและตกร่องเลยระหว่างวัน ขนาดใส่แว่นกันแดด แค่เอานิ้วกดๆตบๆตรงบริเวณข้างจมูกที่ใส่แว่น ก็กลับมาเนียนกลืนกับผิวเหมือนเดิม เคยโดนน้ำ จากการกระหน่ำฉีดสเปรย์น้ำแร่ ก็ไม่ไหลเป็นคราบน้ำ แต่ก็มีหลุดๆไปเวลาซับหน้า มีการดรอป Oxidized ระหว่างวันบ้าง ถ้าช่วงไหนพักผ่อนน้อย ผิวเครียดแต่น้อยมากๆ ที่เราเจอวันที่ทาแล้วดรอป



คะแนน 
  • เนื้อเกลี่ยง่าย สบายผิว : 3/5
  • ปกปิด : 4.5/5
  • ความธรรมชาติ : 3/5
  • ฟินิชลุคบนผิว : 4.5/5
  • ติดทน : 4/5
  • ควบคุมความมัน : 2/5
  • ความพอใจ ความชอบส่วนตัว : 3/5


"ทั้งนี้ทั้งนั้นการรีวิวนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราคนเดียว 
ซึ่งผลลัพธ์หรือความชอบในการใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม  
ย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพผิว และปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆ ถ้ามีโอกาส ควรลองก่อนซื้อค่ะ"