แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Cushion แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Cushion แสดงบทความทั้งหมด

7.29.2560

Review : คุ้มรึเปล่ากับคุชชั่นราคาแพงๆ : Dior Forever Perfect Cushion // Sulwhasoo Perfecting Cushion Brightening

สวัสดีค่า ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Merlinnee ซึ่งเจ้าของบล็อกเป็นคนคลั่งคสอ.มาร่วมสิบปี จนปัจจุบันเวลาจะซื้ออะไรรวบรวมสติดีขึ้น(กล้าพูดนะ 555) ถ้าใครกำลังกำเงินเพื่อไปซื้อคุชชั่น อยากให้อ่านตรงนี้ก่อนค่ะ เพื่อตั้งสติ เผื่อจะได้เซฟเงินของเพื่อนๆ
  • คุชชั่นถ้าเราทาทุกวัน สองเดือนก็หมดแล้ว ถ้ามีรีฟิลแถมมาด้วยก็เพิ่มอายุการใช้งานได้อีกนิดแต่ในพวกไฮเอนด์แบรนด์สายฝอทั้งหลายเค้าจะไม่แถมรีฟิลมาด้วย นั่นหมายความว่าเงิน 2 พันกว่าบาท ถ้าเอาไปซื้อรองพื้นในราคาเท่าๆกันกับคุชชั่น รองพื้นใช้ได้นานเกือบปี แต่ถ้าซื้อคุชชั่นใช้แป๊บเดียวก็หมด ที่สำคัญคุชชั่น Hi End ทั้งจาก ยุโรป,อเมริกา ล้วนผลิตที่เกาหลีเกือบหมด  ในขณะที่รองพื้นก็ผลิตที่ประเทศของแบรนด์ ไม่ว่าจะฝรั่งเศส,อิตาลี,อเมริกา, ฯลฯ ดังนั้นความคุ้มราคาของคุชชั่น ถ้าเทียบกับรองพื้นถือว่าไม่ผ่าน
  • ถึงเราดูซีรีส์เกาหลีแล้วจะเคลิ้มไปกับความฉ่ำวาวของทั้งพระเอก นางเอกแค่ไหน แต่ได้โปรดอย่าลืมว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อน(มาก) คุชชั่นโดยมากเค้าจะผสมน้ำมันที่ทำให้หน้าวาว ซึ่งใครผิวมันมากควรลองดีๆก่อนเสียทรัพย์ ไม่งั้นเมคอัพอาจพังมากกว่าปัง
  • ถ้าเป็นสิวง่าย ควรหลีกเลี่ยงคุชชั่น เพราะพัฟซักยาก ยิ่งบ้านเราร้อนจนเหงื่อไหล มีฝุ่นและควันอีก คงจะทำให้เกิดสิว ถ้าจะควักมาตบๆเติมๆระหว่างวัน
  • ใครที่ผิวมันขั้นเทพ คุชชั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ถ้าเพื่อนๆลองพลิกฟองน้ำคุชชั่นดู จะรู้ว่าเนื้อคุชชั่นมีความหนืด และผสมน้ำมัน ดูข้นน้ำมันบอกไม่ถูก ถ้าหน้ามันควรซื้อรองพื้น คุชชั่นไม่เวิร์คเท่าไร

พูดกันขนาดนี้ใจเย็นๆค่ะ อย่าเพิ่งปิดหนี คุชชั่นที่เราจะนำมารีวิวต้องมีดีพอสมควร เราถึงเสียเงินซื้อ และหยิบมารีวิว โดยการรีวิวจะยึดการใช้แป้งฝุ่นเซ็ทคุชชั่น อากาศเมืองไทยคงไม่รอดถ้าทาคุชชั่นเพียวๆ


สีผิวเรา : NC 20-25 สภาพผิว : ผิวผสม ทีโซนมัน ข้างแก้มแห้ง

ขอเริ่มจากสายเกาหลีที่เป็นต้นกำเนิดคุชชั่น เราเคยใช้ Sulwhasoo รุ่น Perfecting  ที่ออกมาเป็นตัวแรกของเค้า รู้สึกมันปกปิดมาก ดูหนาไปสำหรับเรา เกริ่นมายาวเหยียด เริ่มรีวิวกันดีกว่า ตัวนี้ซื้อเพราะเค้าเคลมว่าบางเบาและคุมมันกว่ารุ่นเก่า


"Sulwhasoo Perfecting Cushion Brightening"

ราคา 2,100 บาท (Made in Korea)



  • ได้รีฟิลคุชชั่นและพัฟมาด้วยอีกชุดตามสไตล์แบรนด์เกาหลี 
  • สีคุชชั่น เราใช้เบอร์ 23 ออกโทนเหลือง เลือกคุชชั่นเกาหลี ต้องระวังหน้าเทามากกว่าหมองค่ะ เพราะทำกันขาวมากๆ เอาจริงๆสีนี้สว่างกว่าผิวเรานิดนึงนึง แต่เบอร์ 25 ก็คล้ำไป

รูปตอนเพิ่งซื้อ ปัจจุบันเลอะเทอะมาก

เนื้อสัมผัส, พัฟ, กลิ่น

เนื้อเบา ทาแล้วสม่ำเสมอดี พอเสร็จเอามือกดๆหน้า เหมือนมีความหนึบบนผิวนิดๆ แต่กลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรบนหน้า ไม่หนักหน้า สบายผิวมากๆ เซ็ทด้วยแป้งฝุ่นแล้วไม่เป็นคราบ กลิ่นของคุชชั่นไม่ใช่โสมแบบรุ่นเก่า แต่เป็นกลิ่นเลมอน ซึ่งตอนแรกๆเกลียดกลิ่นมาก แล้วกลิ่นมันติดบนหน้านาน ได้กลิ่นหลายชั่วโมง หลังๆชิน พัฟนุ่มและยืดหยุ่นมีความไฮเอนด์ เอาไปซักแล้วไม่ยุ่ยไม่เละ 


การปกปิดและผลลัพธ์บนผิว

ปกปิดระดับปานกลาง เมื่อทาตอนแรกคุชขั่นหลอมละลายไปกับผิว ไม่หนาหลอก ไม่โดดออกจากหน้า ดูธรรมชาติให้ลุคกึ่งแมตกึ่งซาติน ผิวมีความแมตแต่คุชชั่นมีการกระจายแสงดีมาก ให้ความดิวอี้ปานกลาง ไม่ถึงขั้นหน้าเปียก มีการกลบและพรางรูขุมดีขนๆมาก ทาแล้วรูขุมขนดูเล็กลงชัดเจน เบลอร่องรอยอารยธรรมต่างๆได้ดี ไม่ตกร่องใดๆทั้งรูรุมขนและริ้วรอย คุชชั่นตัวนี้ทำให้ผิวดูผ่องเด้งกว่าคุชชั่นที่เคยใช้ Brightening สมชื่อ เป็นคุชชั่นที่ทาแล้วได้ผลลัพธ์ผิวสวยจริงๆ

ระหว่างวันผิวดูดิวอี้ขึ้น แต่ไม่ได้มันเยิ้ม ซับมันดูพบว่ามีน้ำมันแค่ช่วงทีโซนออกมาแบบปกติ ส่วนข้างแก้มก็ปกติไม่มันขึ้น คุชชั่นไม่ได้ทำให้หน้ามัน ใช้แล้วหน้ามันช้าลงด้วยซ้ำ ความดิวอี้ที่เห็นไม่ได้เกิดจากน้ำมันของคุชชั่นหรือความมันของผิว แต่เกิดจากเอฟเฟกต์การกระจายแสงของคุชชั่น 


คะแนน 
  • เนื้อเกลี่ยง่าย สบายผิว : 4/5
  • ปกปิด : 3.5/5
  • ความธรรมชาติ : 4/5
  • ฟินิชลุคบนผิว : 4.5/5
  • ติดทน : 4/5
  • ควบคุมความมัน : 3/5
  • ความพอใจ ความชอบส่วนตัว : 5/5

ซื้อต่อรึเปล่า? : ถ้าไม่มีรองพื้นในกรุงอกมากเกินไป อาจจะซื้อค่ะ




"DIORSKIN FOREVER PERFECT CUSHION"
ราคา 2,100  บาท   (Made in Korea)





  • เซ็งที่ไม่ได้รีฟิลและพัฟแถมอีกชุด เหมือนคุชชั่นเกาหลี 
  • ไม่มีซองผ้าแบบเวลาซื้อพวกแป้ง,บลัช, Eyeshadow ของ Dior
  • เราใช้เบอร์ 021(Linen) ออกโทนเหลือง พอดีผิวมากๆ กลืนกับสีผิวธรรมชาติผิวมากกว่า Sulwhasoo 

รูปตอนเพิ่งซื้อ ปัจจุบันเลอะเทอะมากไม่ต่างกับ Sulwhasoo

เนื้อสัมผัส, พัฟ, กลิ่น

เนื้อคุชชั่นบางเบา เบลนด์ง่าย สม่ำเสมอดี เซ็ทตัวเร็วว่าคุชชั่นทั่วไป  กลิ่นน้ำหอมฟลอรัลแบบสไตล์ดิออร์แรงมาก ทาบนผิวแล้วเอามือแตะหน้ามีความหนึบเล็กๆ แต่น้อยกว่า Sulwhasoo  ไม่รู้สึกเลยว่ามีอะไรบนหน้า สบายผิวสุดๆ ที่เราไม่ปลื้มเลยคือพัฟแข็งมาก ไม่มีความยืดหยุ่น ถ้าเทียบกับ Sulwhasoo แถมพอเอาไปซักครั้งแรก ก็เละและยุ่ย ทั้งๆที่ซักเบามือ ไม่ได้ขยี้เลย บีบเบาๆไล่น้ำออกเท่านั้น ทำเอาไม่กล้าซักเท่าไร


การปกปิดและผลลัพธ์บนผิว

ปกปิดระดับน้อย บิวท์ก็ไม่ถึงปานกลาง  เมื่อแรกทาให้เอฟเฟกต์แมตบนผิว แต่มีการกระจายแสงดี ทำให้หน้าดูไม่แบน เนื้อคุชชั่นบางเบามาก บางเบากว่า Sulwhasoo อีก แต่มันน่าทึ่งที่ระดับการปกปิดที่น้อยขนาดนี้ กลับสามารถทำให้ผิวดูเรียบเนียน และเบลอรูขุมขน และอารยธรรมบนใบหน้า คุชชั่นธรรมชาติมากจริงๆ แต่ก็ทำให้ผิวสวยแบบหลอมรวมกลืนไปกับผิว ในส่วนของความผ่องเด้ง Sulwhasoo ชนะ ถ้าความธรรมชาติ Dior ชนะ เรียกได้ว่าเป็นคุชชั่นงานผิวจริงๆ

ระหว่างวันผิวดูโกลวมากขึ้น โกลวแบบกำลังดี ไม่มากหรือน้อยไป ตรงข้างแก้มที่ผิวแห้งยังแมตอยู่ แต่ตรงทีโซนที่มันจะมีความเหนียวๆหนึบๆ แต่ใช้ซับมันน้อยกว่าปกติ พอซับมันแล้วก็กลับมาเฟรชเหมือนเดิม โดยรวมคือซับมันแล้วกลับมาดูแมตเหมือนเดิม


คะแนน 
  • เนื้อเกลี่ยง่าย สบายผิว : 5/5
  • ปกปิด : 2/5
  • ความธรรมชาติ : 5/5
  • ฟินิชลุคบนผิว : 4/5
  • ติดทน : 4/5
  • ควบคุมความมัน : 3.5/5
  • ความพอใจ ความชอบส่วนตัว : 4/5
ซื้อต่อรึเปล่า? : ไม่ซื้อ เพราะไม่คุ้มราคาเท่าไร แต่อาจไปซื้อรองพื้น Dior ที่เป็นไลน์ Forever เหมือนกันไว้แล้ว ไว้จะมารีวิวให้อ่านกันนะคะ


สรุป 

ถ้าเพื่อนๆชอบแบบธรรมชาติมากๆ บางเบา,สบายผิว,แต่ก็ยังพรางรูขุมขน,เบลอร่องรอยต่างๆบนใบหน้า ผิวสวยแบบจับไม่ได้ว่าโบ๊ะ และต้องการความติดทนก็เลือก Dior แต่ถ้าชอบปกปิดขึ้นมาหน่อย,ชอบผิวผ่องเด้ง,กระจายแสงดีมาก ปรับผิวให้สวยขึ้นอีกหลายสเต็ป ให้เลือก Sulwhasoo




"ทั้งนี้ทั้งนั้นการรีวิวนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราคนเดียว 
ซึ่งผลลัพธ์หรือความชอบในการใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม  
ย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพผิว และปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆ"

3.03.2560

"Disappointing Products" ใช้แล้วผิดหวัง รู้อย่างงี้ไม่ซื้อดีกว่า Revlon, Missha, La Roche-Posay

สวัสดีค่ะ พอดีเราเห็นบรรดายูทูปเบอร์ทั้งต่างประเทศ และในไทย ต่างทำหัวข้อ ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาแล้วเสียดายเงิน ไม่ชอบ รู้งี้ไม่ซื้อดีกว่า เราเองก็อยากมา review ว่ามีอะไรที่ซื้อมาแล้วเกิดประสบการณ์รู้อย่างงี้ไม่ซื้อดีกว่า ใช้แล้วผิดหวังมาก

มาสคาร่า เลฟรอน "Revlon Ultimate All in One Mascara"



เนื้อมาสคาร่ามันไม่ใช่สำหรับเรา เนื้อมันเหนอะๆ แน่นๆ ใช้แล้วไม่เกิดผลใดๆกับเราเลย ทั้งในแง่ความหนา ความงอน หรือความยาว  ดัดขนตาแล้วปัดก็แล้ว ปัดเดี่ยวๆก็แล้ว ด้วยความที่เนื้อมันแน่นๆข้นๆ ทำให้ขนตาเราตกทิ่มลงไปอีก ปัดแล้วรู้สึกไม่สบายตาด้วย เหมือนมีอะไรหนักๆเกาะตา ตัวนี้พอระหว่างวัน หรือเวลาโดนน้ำ หลุดออกเป็นผงๆ ร่วงเข้าตา แสบตามาก คิดว่าเหมาะกันคนขนตายาวๆอยู่แล้ว แบบฝรั่ง ที่ปัดไปไม่ต้องดัด ปัดยังไงก็สวย อะไรแบบนี้ กลับไปซบอกมาสคาร่าญี่ปุ่นเหมือนเดิมค่า


คุชชั่น มิชช่า สูตรแมต " Missha x Line Friends M Magic Cushion SPF50+/PA+++ "




ใช้แล้วขาววอก ลอย เป็นจูออนค่า  เรา NC 20-25 คุชชั่นตัวนี้แทบไม่มีความเหลือง มันขาวแบบเอาสีขาวทาหน้าเลยค่ะ ที่ยิ่งกว่านั้น ทาแล้วมันหนุบหนับ ไม่สบายผิวเอาซะเลย ถ้าจะให้เปรียบคือเหมือนเอาลิปบาล์มทาหน้า ผมติดหน้า หน้ากลายเป็นเครื่องดูดฝุ่นมาติดย่อมๆเลย แต่คุชชั่นเนื้อแมต(แบบหนึบๆ) เลยกลายเป็นว่าระหว่างวันจะทำให้ผิวแห้ง ไม่ได้มีความโกลว ดิวอี้แบบเกาหลีเบาๆก็ไม่มี แทบแมตสนิท มันปกปิดมากๆจนดูเคกกี้ หนาเตอะ เหมือนไปเน้นรูขุมขน รอยอารยธรรมบนใบหน้า แถมตกร่องอีกนะ ด้วยเทกเจอร์แบบที่ว่า จึงไม่เหมาะกับปัดแป้ง ระหว่างวันเป็นคราบด้วยค่ะ พูดง่ายๆคือทาแล้วเหมือนมันกองอยู่บนผิว ไม่ได้ทำให้ผิวดูสวยขึ้นแต่อย่างใด ฝืนใช้สามที พอเลยค่ะ ใช้เหมือนทำให้ผิวขี้เหร่ลง


"Dior Lip Glow"




เป็นลิปบาล์มที่ใครๆก็พูดถึงในแง่ดี คุณสมบัติพิเศษคือเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ หลังจากเราได้ลองใช้มันดีนะคะ สีสวย ใช้ความชุ่มชื้นดี ไม่เหนียวเหนอะ เปลี่ยนสีจริง แต่ที่เราผิดหวังคือ ราคาเท่านี้จ่ายให้ลิปบาล์มเปลี่ยนสี มันไม่ใช่สำหรับเรา คือนึกภาพพวกลิปมันเปลี่ยนสีของบ้านเรายุค '90 ออกมั้ยคะ ดิออร์ไม่ทำให้เราว้าว ปลาบปลื้มอ่าค่ะ แต่ด้วยที่มันเป็นดิออร์ เนื้ออะไรมันก็ดีกว่า แต่ราคานี้เราสามารถซื้อลิปบำรุงดีๆได้หลายแท่งมาก แล้วยิ่งถ้าเป็นคนมีลิปสติกเยอะ ซื้อตัวนี้ไม่คุ้มเลย จะเอาไปทาบำรุงก่อนทาลิปสติกก็ไม่ได้เดี๋ยวสีเพี้ยน ทาก่อนนอนก็ผิดจุด

คิดว่าเหมาะกับคนที่แต่งหน้าไม่มาก มีเครื่องสำอางน้อยชิ้น ชอบแต่งลุคใสๆ ธรรมชาติ ซื้อมาแล้วมีโอกาสทาบ่อย แฮปปี้กับสีที่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิอะไรแบบนี้


กันแดด ลาโรช " La Roche-Posay ANTHELIOS ULTRA-LIGHT FLUID SPF50+/PPD42/PA++++ "






ในแง่กันแดด ประสิทธิภาพให้เต็มร้อย กันแดดดีมาก แต่เนื้อสัมผัสมันย่องมากๆ ทาแล้วทำให้หน้ามันอย่างรุนแรง ไม่ได้ Ultra Light แบบคำเคลมทางแบรนด์ว่า มันแบบไม่ซึม ทาแล้วมันยังไง ก็มันแบบนั้นไม่ทั้งวันค่ะ แถมทาแล้วซับๆที่มันออก ระหว่างวันก็ทำให้หน้ามันอีก ไม่เหมาะกับไปแต่งหน้าต่อ ทำให้เครื่องสำอาง เกิดคราบ ทาแป้งไม่ติดผิว ด้วยความที่ไม่ใส่น้ำหอม กลิ่นครีมกันแดดรุนแรงเอาเรื่อง ใช้แรกๆยังไม่ชิน กลิ่นเหมือนครีมบูด ทาไม่ดีเกิดคราบขาวเป็นหย่อมๆ กันแดดลอกเป็นขุยๆออกมาบ้าง แครี่กันแดดตัวนี้ไม่ไหวจริงๆ ทาแล้วหน้ามันมาก ทำให้แต่งหน้าไม่ได้อ่ะค่ะ ทาเฉยๆ ไม่แต่งหน้า เหมือนกันแดดมันไม่มีความซึมใดๆ  ข้อเสียอีกข้อคือราคาแพงกว่าฝรั่งเศสมาก ไปสืบราคายูโรมาคิดเป็นไทยขวดละ 500-600 บาท  ราคาในวัตสัน บู๊ทส์ บ้านเรา 1,330 บาท แพงเกินไปมาก แต่ยอมรับประสิทธิภาพกันแดดดีจริงๆ ไม่แสบ ไม่คล้ำ เวลาตากแดด




"ทั้งนี้ทั้งนั้นการรีวิวนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราคนเดียว 
ซึ่งผลลัพธ์หรือความชอบในการใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม  
ย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพผิว และปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆ"